บันทึกนึกขึ้นได้
ง่วง
Podcast ที่จะทำให้คุณนึกถึงทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเมื่อหลายปีก่อน เรื่องของเมื่อวานนี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ โดยที่เมื่อฟังจบแล้วผมหวังว่าเราทั้งสองจะเข้าใจในสิ่งที่ผ่านมา มากขึ้นไปด้วย :) ติดตามเพิ่มเติมได้ในเพจ “บันทึกนึกขึ้นได้” และ Instagram : sooooosleepy
Podcast ที่จะทำให้คุณนึกถึงทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเมื่อหลายปีก่อน เรื่องของเมื่อวานนี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ โดยที่เมื่อฟังจบแล้วผมหวังว่าเราทั้งสองจะเข้าใจในสิ่งที่ผ่านมา มากขึ้นไปด้วย :) ติดตามเพิ่มเติมได้ในเพจ “บันทึกนึกขึ้นได้” และ Instagram : sooooosleepy
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในปีที่ผ่านมา
ตอนต่างๆ
บางทีสิ่งที่เราได้เรียนรู้เมื่อหมดปี คือเราเรียนรู้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วมันเหงาขนาดนี้
น่าจะเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดา ที่เมื่อใครสักคน หรือหลายคนหายไปจากชีวิตเรา แล้วมันทำเรารู้สึกดี หรือบางทีรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
Q&A- ทำไมคนที่ยังไม่สำเร็จ ถึงดูเป็นคนล้มเหลวในสายตาคนอื่น - รู้สึกเสียใจกับอดีต ทำไงดี - รู้สึกเฉยๆ กับทุกเรื่อง ทำยังไงดี - ชีวิตผู้ใหญ่ในตอนนี้ต่างกับเราเมื่อตอนเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่ยังไง - เริ่มต้นชีวิตวัยทำงานยังไงให้มีความสุข - ช่วยแนะนำแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ต่อหน่อย
แต่ก่อนไม่เคยเข้าใจเลยว่า เป็นตัวเองมันดียังไง เพราะเราถูกหล่อหลอมให้เอาคนอื่นเป็นแบบอย่าง นั่นรึเปล่าที่ทำให้เราไม่ค่อยให้ค่าตัวเองเท่าไหร่เลย มันไม่มีใครเหมือนกันบนโลกใบนี้ แล้วการที่มันไม่เหมือนกันนั่นแหละที่ทำให้การเป็นตัวเองเป็นคนพิเศษ คนที่ไม่สามารถหาได้ที่ไหนแล้ว การที่ใครสักคนได้รู้จักเรา การที่เราจะได้รู้จักใคร ผมว่ามันคือการได้พบคนพิเศษในแบบต่างๆ การพยายามทำตัวเองให้ดีเด่นเหมือนคนอื่น แล้วได้รับคำชมว่า เธอดี เธอเก่งเหมือน คนนี้เลย การเหมือนคนอื่น อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเรารู้สึกดีกับตัวเองกับการได้เป็นตัวเอง แบบที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ผมว่ามันก็คือที่สุดอย่างหนึ่งของการเป็นคนแล้วนะ
เลิกถามตัวเองว่าทำไม เลิกถามคนรอบข้าง คนแปลกหน้าว่าทำไมมันถึงต้องจบลงแบบนี้ เพราะไม่มีคำตอบไหนที่จะทำให้คุณเลิกถาม และก็ไม่มีคำตอบไหนที่ทำให้คุณรู้สึกดีกับการเลิกรากับใครสักคน
เรามองในสิ่งที่เราอยากเห็น เราไม่ได้เห็นในสิ่งที่ใครสักคนกำลังเป็น คุณกำลังมีความรัก หรือคุณกำลังตกหลุมอยู่ในความรู้สึกที่คิดไปเองว่ามันคือความรัก คุณกำลังชอบเค้า หรือคุณกำลังเพลิดเพลินอยู่ในจินตนาการว่าการได้รักเค้านั้นมันวิเศษณ์ขนาดไหน หลายครั้งที่เราเจ็บปวดกับความรัก เจ็บปวดกับใครสักคน เพราะเราเองที่ตกหลุมพรางความคิด ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นมาเอง จนละสายตาไม่มองสิ่งที่เป็นอยู่จริงๆ เพราะติดอยู่กับสิ่งที่เข้าใจไปคนเดียวอยู่ข้างใน
การเยียวยาหลังการเลิกรา มันไม่ได้ใช้เวลาแค่วันสองวัน มันต้องปล่อยให้ตัวเองให้ทบทวนหลายๆอย่าง ปล่อยให้ตัวเองได้ช่างมันกับหลายความรู้สึก แต่ถ้าคุณยังรู้สึกคิดถึงเค้ามาก เจ็บปวดกับภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่มันแว้บเข้ามาให้คุณเจ็บจี๊ดๆ ยังรู้สึกอยากฟาดหน้าเค้าสักป้าป ที่ทำไมถึงทำกับเราได้ขนาดนี้ คุณน่าจะยังไม่พร้อมที่จะกลับไปเซไฮ ว่าไงเพื่อนกับเค้าหรอกนะ ก่อนที่จะอยากกลับไปเป็นแบบนั้น ลองทำความเข้าใจตัวเองให้ได้ก่อน ว่าที่จริงแล้วเราจบกับความรู้สึกในอดีตแล้วหรือยัง
บางครั้งก็เข้าใจนะว่า เป็นเรื่องลำบากใจอยู่เหมือนกันที่จะเริ่มต้นใหม่กับใคร เพราะเราตั้งระดับของคนที่เราต้องการไว้สูงเหลือเกิน บางทีเข้ามาแล้วไม่ได้คล้ายกับแฟนเก่า หรือไม่ได้ทำให้รู้สึกเหมือนคนเก่า เราก็ไม่โอเค แต่ก็มีบางคนที่อยากเข้ามา แล้วตัวเราเองก็เริ่มกลัว กลัวแบบที่เคยเจอมา กลัวอะไรหลายๆ อย่าง เลยไม่กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่กับใครสักที
มันโอเคแหละ ที่เราจะยังรู้สึกกับมัน เพราะความเจ็บปวดที่เราพบเจอ หยั่งลงลึกไปในจิตใจ บางทีความเจ็บปวดพวกนี้ไม่ได้มาจากการเกิดอุบัติเหตุอะไรพวกนั้นอย่างเดียว การเสียคนรัก หรือการจบกับความสัมพันธ์อันเป็นพิษ ก็เป็นอีกสาเหตุให้เราเจ็บปวดยาวนาน เหมือนมีแผลเป็นอยู่ในใจแบบนี้อยู่ ผมเคยบอกตัวเองนะว่า บางทีการที่เรารักใครสักคน ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรจะต้องอยู่กับเค้า ไม่ได้หมายความว่า เราไม่คู่ควร หรือเค้าไม่ควรคู่ พูดกันตรงๆ เราสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้ ในขณะที่ข้างในลึกๆ ยังมีเรื่องบางอย่างที่เจ็บปวดอยู่
ทุกคนบอกและมองออกว่าควรออกมา แต่มีเพียงเราคนเดียวเท่านั้นที่อยากเดินกลับไป เพราะว่ามันง่ายกว่าการเริ่มใหม่ ? เพราะว่าเราอ่อนแอเกินกว่าจะรับความเจ็บปวดแบบที่ยังไม่เคย เลยต้องกลับไปยอมรับความเจ็บปวดแบบเดิม ? ในเมื่อความเชื่อมันไม่มีเหลืออยู่แล้ว ทำไมเราถึงเลือกที่จะกลับไปหา Toxic Relationship ครั้งนี้อีก ?
การค้นพบความซ้ำซาก จำเจ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติในการเป็นคนอย่างเราๆ เพราะเมื่อเราชอบอะไร เราจะต้องการสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา ต้องการมันมากขึ้น แล้วเราก็เข้าใจไปเองว่า สิ่งนั้นจะยังคงทำให้เรารู้สึกแบบนั้นอยู่ตลอด โดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร เป็นเรื่องปกติที่เราจะหลงไหลในเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจ ทำให้หัวใจเต้นรัว หรือเรื่องราว เหตุการณ์ทำให้เราลืมช่วงเวลาชีวิตธรรมดาๆ ณ ปัจจุบันขณะ ไปสักระยะ จนทำให้เรากลายเป็นคนเสพติดความตื่นเต้นแบบเรื้อรัง บางคนยินดีที่จะอยู่ในโลกแฟนตาซีที่สร้างขึ้นมาเอง คิดว่าความสุขที่พบเจอจะไม่มีวันหายไป หลายครั้งที่เราพยายาม บังคับใครอีกคนให้เปลี่ยน มากกว่าที่จะยอมรับ หรืออยู่กับความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิต ที่มันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เคยคิด แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ และเข้าใจอะไรในชีวิตได้ลึกขึ้น ลองสำรวจตัวเองว่านั่งอยู่ในโลกของใคร ยังอยู่ในโลกของเค้าใช่มั้ย หรือควรออกมาหาโลกของตัวเองสักที ?
เคยเชื่อว่าเรามีคุณค่า จากการถูกให้ค่าโดยใครสักคน และในวันที่ใครคนนั้นเดินจากไป นั่นทำให้รู้สึกว่าผมไม่มีคุณค่าอะไรหลงเหลืออยู่เลย แต่จะทำอย่างไรเมื่อ Self Esteem หายไปจนหมดหลังเลิกรา ?
โซเชียลมีเดียไม่ใช่เครื่องมือที่ดีสำหรับคนอกหัก มันคือเครื่องทรมานจิตใจตัวเอง เสมือนการบำเพ็ญทุกรกิริยาทางอ้อม 🙂 ทุกอย่างมันง่ายไปหมดที่จะทำให้เราล่วงรู้ความลับที่ไม่น่ารู้ ทุกอย่างดูเร้าให้เราเข้าไปสอดส่อง ไม่ว่าจะด้วยความเสียใจ ความโกรธ หรือความแค้น เราเอาเวลาต่อจากนี้ อุทิศให้กับการ stalking แฟนเก่า แต่ยิ่งตามก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งรู้ชีวิตของเขาหลังการเลิกรา ยิ่งทำให้เราเริ่มต้นใหม่ได้ยากขึ้น แต่จะเลิกตามได้ยังไง ในเมื่อใจมันยังอยากรู้อยู่เลย ?
การจากลาเป็นความเจ็บปวด ฟังดูเป็นประโยคธรรมดา ที่เอาไปพูดกับคนที่สมหวังกับความรัก เขาก็จะมองว่า มันเป็นประโยคดาดๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย แต่พอถึงวันที่มันเกิดขึ้นกับเรา วินาทีที่เค้าบอกกับเราว่า พอก่อนมั้ย ลดความสัมพันธ์ของเราลงดีกว่า แล้วไอ้ประโยคอะไรพวกนี้ มักจะมาในวันสำคัญๆ ที่มันยิ่งทำให้เราจำแม่น แต่สำหรับบางคน การจากลา อาจในรูปแบบของความเงียบ แบบที่ ไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็หายไป ติดต่อไม่ได้ ไลน์ไม่ตอบ แต่โซเชียลมีเดียอัพเดทตลอด ทิ้งไว้เพียงแค่คำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า เออ กูผิดอะไร แล้วคำถามพวกนี้มันวนซ้ำ มันอยู่นาน เราเองจะไม่สามารถหาคำตอบที่มันมาทำให้เรารู้สึกดีกับมันได้ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
ทุกวันที่ผ่านไปคือความเจ็บปวด เจ็บแบบที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เจ็บแบบที่ไม่มีคนเข้าใจ เจ็บแบบที่ข้างนอกดูปกติ สบายดี เวลาที่ใครมองเข้ามา แต่ข้างในเรากรีดร้องเสียงดัง แต่มีเพียงแค่เราที่ได้ยินเสียงนั้นอยู่คนเดียว
ตามชื่อตอนเลย
การไม่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร มันเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่จะน่าเศร้าขึ้นไปอีก ถ้าเรารู้ว่า ความสุขของเรา เป็นความสุข ที่ขึ้นอยู่กับคนอื่น
ผ่านมาเดือนครึ่งแล้ว ลองกลับไปถามตัวเองหน่อยไหม ว่าสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้เมื่อต้นปี ได้เริ่มทำอะไรแล้วหรือยัง
บางทีก็ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอีเว้นอะไรใหญ่ในชีวิตเกิดขึ้นก่อน เราถึงจะเริ่มเรียนรู้อะไรจากมันได้ บางทีการนั่งอยู่เฉยๆ ขับรถไปทำงาน ยืนอยู่บนบีทีเอส นอนมองเพดานระหว่างรอให้หลับ มันก็ทำให้เรานึกถึงอะไรที่ผ่านมา แล้วเรียนรู้กับมันได้เหมือนกัน
บางทีเราก็มีวันที่รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากรู้สึก ไม่อยากที่จะรับรู้เรื่องราวของใคร แม้กระทั่งเรื่องของตัวเอง เป็นวันที่รู้สึกเหนื่อยไปหมด มองไปทางไหนก็รู้สึกว่า มันมีแต่ความรู้สึกแย่ๆ ครอบคลุมเต็มไปหมด
ทัศนคติคือสิ่งที่เป็นตัวกำหนดทิศทางในชีวิตเรา แล้วที่ชีวิตมันดี มันแย่ ที่มันรู้สึกเบื่อหน่ายในตอนนี้ จริงๆแล้วเราอยู่บนพื้นฐานของทัศนคติ หรือว่าความคิดแบบไหน
เดี๋ยวนี้ความสุขมันหายาก แล้วส่วนตัวก็รู้สึกว่า เรามีความสุขกันยากขึ้น ไม่รู้ว่ามองว่ามันไกลตัวไปมั้ย หรือว่ามีคอนดิชั่นกับมันมากไปรึเปล่า บางทีก็เลยไม่แน่ใจว่า ที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่เนี่ย มันเรียกว่าความสุขได้มั้ย แอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า ทำไมมันดูไม่สุขเหมือนคนอื่นเลย ก็เลยเหมาไปอีกว่า ถ้าไม่ใช่แบบที่เห็น แบบที่คนอื่นบอกกัน มันก็ไม่น่าจะเรียกว่าความสุข
ตลอดปีที่ผ่านมา เราพบปะผู้คน ปล่อยให้ใครบางคนเข้ามาเรียนรู้การเป็นตัวเรา ส่วนตัวเรานั้นก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับเขาอีกคน มีคนตกหล่น มีคนหล่นหาย มีคนเพิ่มเข้ามา และมีคนลาจากจากความสัมพันธ์ไป ทั้งในแง่ที่ต่างคนต่างอยู่ และในแง่ที่ใครอีกคน ไม่มีวันกลับมา ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงที่ดี ที่จะได้ทบทวนว่า ใครควรบอกลา ใครควรกุมมือข้ามปีไปด้วยกัน
บางทีเราไม่เคยถามตัวเองเลยว่า เรามาที่นี่ เราอยู่ที่นี่ไปเพื่ออะไร หรือบางคนก็มีแต่คำถามข้างบนนี้อยู่ในใจตลอด แต่ไม่สามารถตอบตัวเองได้สักที ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ทุกวันนี้ เราให้ "คุณค่า" กับการมีชีวิตอยู่ไปกับเรื่องอะไรบ้าง ความสัมพันธ์ สุขภาพ ความสำเร็จ หรือความว่างเปล่า การได้ค้นพบกว่า คุณค่าของการหายใจในแต่ละวันมันคืออะไร น่าจะทำให้เราค้นพบเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเรายังหาคำตอบจากตรงนี้ไม่ได้ งั้นลองมองไปที่วันสุดท้าย แล้วค่อยๆ ตอบตัวเอง ตามสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟังต่อจากนี้ มาทบทวนตัวเองไปด้วยกันว่าถ้าวันสุดท้ายเดินทางมาถึง เราจะจากไปแบบที่ได้ทำตามเป้าหมายของชีวิตตัวเองไปจนหมดแล้ว หรือยังมีอะไรค้างคา ที่ยังอยากจะลงมือทำอยู่ เพื่อที่ว่าสุดท้ายแล้ว เราจะค้นพบเป้าหมายเล็กๆ ของการมีชีวิตอยู่ และถ้าวันสุดท้ายมาถึงจริง เราจะได้เดินทางต่อไปอย่างที่ไม่ต้องมีอะไรกังวล
เพราะการเป็นมนุษย์เงินเดือนมันเหนื่อย นอกจากเหนื่อยจากการเรียนเพื่อให้ได้ Hard skill เพื่อเข้ามาทำงานแล้ว ในระหว่างทำงาน เราก็เอา Soft Skill ที่ตัวเองมีมาทั้งชีวิต เข้ามาปรับ เพื่อให้ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน เราจะผ่านมันไปได้ด้วยดี
ช่วยด้วยยยยย ไม่ไหวแล้วววววว ฮีลหน่อยยย
เบื่อออออออออออออ
ความเป็นคนมันซับซ้อนนะ ที่เราจะตัดสินกันว่า สุดท้ายแล้ว คนนั้นคนนี้ เป็นคนยังไงกันแน่ เช่นเดียวกับการที่จะตัดสินตัวเองว่า ณ วันนี้เราเป็นคนยังไง
เรื่องเล่าที่คุณเล่าให้ตัวเองฟังมันสำคัญ สังเกตตัวเองว่าชีวิตที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ เกิดจากเรื่องราวอะไรที่คุณเล่าให้ตัวเองฟัง
ไม่ว่าเราจะชอบงานแค่ไหน มันจะมีอย่างน้อยหนึ่งคน ที่ทำให้การลุกไปทำงานของเรานั้นไม่มีความสุข
การตายจาก คือการเดินทางอีกรูปแบบหนึ่ง การมาของเรา ก็คือการเดินทาง การไปของเรา ก็ไม่น่าจะต่างกัน แต่ถ้ามันต่าง ก็คงต่างกันตรงที่ว่า มันเป็นการเดินทาง ที่ไม่เคยมีใคร กลับมาเล่าให้ฟัง
เราต่างเป็นตัวร้ายในเรื่องเล่าของใครสักคน เป็นประโยคที่พอได้ยินแล้วก็สะอึกไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าตัวเองไปเป็นคนร้ายให้กับชีวิตใครตั้งหลายคนแล้ว แต่เพราะมีบางครั้งด้วยรึเปล่า ที่เราต่างหากที่เป็นเล่าให้คนอื่นเป็นตัวร้าย ในชีวิตของเราเอง บางที เราก็ไม่เหมาะที่จะเล่าเรื่องที่ตัวเองเจอให้ใครสักคนฟัง รวมถึงตัวเราเอง
ลองยอมรับความจริงที่ว่า บางอย่างที่เรากำลังจะทำ มันยาก และไม่คุ้นเคย ซึ่งเราต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและลงมือทำ และแน่นอน เราจะทำพลาด แต่ก็ไม่เป็นไร ช่างมัน
ให้เวลาตัวเองสักสิบห้านาที แล้วตกตะกอนว่าปีนี้ เราผ่านอะไรมาแล้วบ้าง
Pain Station สถานีที่เจ็บ Podcast รายการใหม่สำหรับคนเจ็บอก เริ่มรู้สึกสับสนกับความสัมพันธ์ เพิ่งถูกทิ้งมา เพิ่งทิ้งเขามา เพิ่งจับได้ว่าแฟนมีคนใหม่ เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่ ระดับความเจ็บปวดของแต่ละเรื่องที่เรากำลังเจอ แต่ละสถานการณ์ และแต่ละคนนั้นมันต่างกันออกไป ค่อยๆ ออกเดินทางผ่านความเจ็บปวดด้วยกันทีละสถานี แล้วมาเรียนรู้ที่จะไปให้ถึงปลายทาง เพื่อจะได้ Move On แล้วไม่ต้องกลับมายืนรอใครบางคน ที่บางสถานีอีก
ไม่มีใครเติบโตมาแบบไม่เคยหวาดกลัว ไม่มีใครเติบโตมาแบบที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ใจหวัง แต่การที่เราโตมาเมื่อรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่ที่ที่เราอยากกลับไป เราไม่มีที่ไป ในขณะที่เพื่อนทุกคนบอกว่า กลับบ้านก่อนนะ เป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง
ผมไม่รู้ว่าผมจะกลับมาเปิดคลิปเสียงนี้ฟังอีกเมื่อไหร่ แต่ผมตั้งใจแล้วว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งผมรู้สึกว่าสุดท้ายแล้ว ผมไม่เหลือใคร หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมหนักใจ จนไม่รู้จะหันไปหาใครที่ไหน ผมจะกลับมาฟังเสียงของตัวเองในวันนี้ดู
เราต่างเป็นเศษซากของการแตกสลายในหลายๆ เรื่องด้วยกันทั้งนั้นแหละ คนที่คุณเพิ่งคุย คนที่คุณเจอทุกวัน ทุกคนมีรอยร้าว รอยแตกที่เอาความรู้สึกต่างๆ มายาสมาน ให้มันประกอบจนมีชีวิตต่อไปได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และไม่มีใครที่ไม่เคยตกหล่น
กลัวความรัก ไม่กล้าเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับใครเลย
คุณผู้ฟังเคยรู้สึกเหมือนกันผมมั้ยว่า มึงงงง กูอยากลาออก กูไม่ไหวแล้ว กูอยากหยุด แต่กลัวที่ใหม่ไม่ได้เงินเดือนเท่านี้ ไม่ได้สวัสดิการเท่านี้ เราเลยไม่กล้าเปลี่ยน ไม่กล้าออกไปเร่ิมใหม่ กลัวสายตาของใครๆ ที่จะมองกลับมาด้วย มันไม่มีอะไรผิดเลยที่เราจะเลือกอยู่ตรงนี้ที่เดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปไหน เพราะเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างอ่อนไหว และมีเงื่อนไขต่างๆ ในชีวิตค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่คิดแล้วทำได้เลย มันต้องดูอะไรอีกหลายๆ อย่าง วันนี้ผมเลยมาชวนคุณผู้ฟังมาคิดไปพร้อมๆ กันว่า เราจะยังคงมีความสุข มี Passionในชีวิตได้ยังไง ในขณะที่ทุกๆ วันยังต้องตื่นไปทำงานประจำอยู่ บางคนอาจจะยังเรียนอยู่ มัธยม หรือมหาวิทยาลัย ก็อยากให้ลองฟังดูนะครับ เผื่อว่าสิ่งที่คุณกำลังเรียนอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขเช่นเดียวกัน
ใครบ้างไม่เคยคาดหวังกับอะไรเลย ผมว่าคำถามนี้ตอบยากนะ โดยเฉพาะถ้าเราถามตัวเอง แต่ผมยอมรับคนแรกเลยว่า ผมนี่แหละ ที่เป็นนักคาดหวัง ชอบคิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้จะเป็นตามอย่างที่เราคิด แล้วพอมันไม่ใช่ ก็เราเองอีกนั่นแหละ ที่จะมาคอยตีโพยตีพาย เสียใจ หงุดหงิด นั่งเศร้าเป็นวันๆ แล้วก็ยังคาดหวังต่ออีกว่า มันน่าจะเป็นอย่างที่คิดในอีกมุมหนึ่งอีกนั่นแหละ เรียกว่า วนลูปแห่งความคาดหวัง โดยที่ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริงเลย
ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร ไม่รู้ว่าการที่ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ค่อยดีสักอย่างมันโอเคใช่มั้ย การเป็น เป็ด ที่ดีเป็นยังไง ยังควรเป็นเป็ดอยู่ไหม หรือจะเป็นอะไร ที่สุดท้ายก็ยังตอบตัวเองไม่ได้อยู่ดี ?
เรากลับไปเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ไหม ผมว่าเราน่าจะเคยถามตัวเองด้วยคำถามนี้นะครับ ในวันที่กำลังทะเลาะกันแบบที่หาจุดตัด จุดลงตัวกันไม่ได้ วันที่ต้องบอกว่า เออ มันเป็นแฟนกันไม่ได้แล้ว มันไปต่อด้วยกันไม่ได้แล้ว มันไม่ได้รู้สึกแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่ใครสักคนที่กำลังจะตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ เลือกที่จะตั้งคำถามนี้ออกมากลางโต๊ะ ว่า ถอยกลับมาเป็นเพื่อนกันได้มั้ย บางคนก็อยากที่จะมีเขาอยู่ในชีวิตนะ อยากให้มีความสัมพันธ์สักทางใดทางหนึ่งกับเขาไว้สักหน่อย เรายังเห็นอะไรบางอย่างในอนาคตกับเขาหรือเธอคนนี้อยู่นะ แต่บางคนก็ส่ายหน้า บอกได้เลยว่า หน้ายังไม่อยากเห็น เพื่อนก็ไม่ได้เป็นมาก่อน มาถึงก็เป็นผัว เป็นเมียเลย จะขอย้อนกลับไปเป็นเพื่อนได้ยังไง ไม่มีวัน หรือบางคนก็บอกว่า ก็ขอคิดดูก่อนนะ แต่ก็ไม่ได้ลบเพื่อนออกจากลิสในเฟซบุ๊ค ยังฟอลโล่กันในไอจี หรือทวิตเตอร์ แล้วก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ยังแอบกลับไปหากันตามสถานการณ์และเวลาที่เอื้ออำนวย ซึ่งคุณผู้ฟังก็น่าจะรู้ว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหน ทีนี้เรามานั่งคิดกันต่อดีกว่านะครับว่า อะไรคือเหตุผลที่แท้จริงของคำถามนี้ ผมหรือคุณควรใช้วิธีคิดแบบไหนเพื่อที่จ
ผมเคยมีความคิดที่ว่า เรามันไม่ดีพอกับใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง มีชีวิตอยู่เพื่อจะได้รับความรัก รอคอยการถูกคัดเลือก ไม่กล้าเป็นตัวอย่างอย่างที่ตัวเองอยากเป็นจริงๆ ใช้ชีวิตเพื่อรอให้ใครสักคนอนุญาตให้เราเป็นตัวเอง ในแบบที่สุดท้ายก็ไม่แน่ใจว่า ที่เป็นอยู่ ใช่สิ่งที่อยากเป็นจริงๆ รึเปล่า หรือมันเป็นสิ่งที่ใครๆ เขาก็ทำกัน ถ้าทำแบบนี้แล้วเราจะได้รับการยอมรับ และมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะเป็น
มันผ่านวันเกิดของเรามันตั้งหลายครั้งแล้วนะ ย้อนกลับไปแต่ละครั้ง จำได้มั้ยว่า แต่ละปีเราเป็นคนแบบไหน ตอนนี้ยังเหมือนเดิม หรือมีอะไรต่างไปบ้างมั้ย ได้เรียนรู้ หรือไม่ได้รู้สึกรู้สากับอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตสักเท่าไหร่ ลองมานั่งคิดไปพร้อมๆกันนะครับว่า เมื่อถึงวันเกิดของคุณผู้ฟังแล้ว คุณได้เรียนรู้อะไรกับชีวิตที่ผ่านไปบ้าง บางทีคุณผู้ฟังอาจอายุน้อยกว่าผม แต่คิดอะไรได้มากกว่าผมก็ได้ หรือบางทีคุณผุ้ฟังที่โตกว่า มีอะไรที่คิดแตกต่าง หลังจากจากจบแล้ว ก็แวะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลังไมค์ได้นะครับ
เคยรู้สึกว่าไม่โอเคกับตัวเองไหม ? แล้วบอกกับตัวเองว่าอะไร ? บอกกับใครบ้างไหม แล้วมันโอเคมั้ย ที่เรารู้สึกไม่โอเค แต่บอกใครไม่ได้เลย ?
เรื่องพวกความสัมพันธ์ หรืออกหักอะไรแบบนี้ ถ้าไม่ได้เจอกับตัว เราไม่อินกับมันจริงๆนะ คนที่มีความรักดีๆ มาฟังก็จะรู้สึกว่า มึงงงงง ทำไมไม่มูฟ นั่งแช่ทำไม แต่ถ้าวันนึงมันเกิดขึ้นกับเรา เราจะเข้าใจเลยว่า ทำไมเราถึงยังก้าวต่อไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทุกวันมันค่อยๆ ผ่านเลยไป จะว่าไปแล้ว การอกหักนี่มันเป็นความรู้สึกครั้งใหญ่ที่สามารถนับได้เลยนะว่า นี่แหละคืออีกสิ่งที่ยากลำบากในการผ่านไปจริงๆ